บริการขอวีซ่าคู่หมั้น K-1 โดย JMP Visa and Translation Service
วีซ่า K-1 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “วีซ่าคู่หมั้น” (Fiancé(e) Visa) เป็นวีซ่าที่ออกโดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเพื่อให้ คู่หมั้นชาวต่างชาติของพลเมืองสหรัฐฯ เดินทางเข้าสหรัฐฯ เพื่อ แต่งงานกันภายใน 90 วัน นับจากวันที่เดินทางเข้าไปในประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากแต่งงานแล้วจึงจะสามารถขอปรับสถานะเป็นผู้พำนักถาวร (Green Card) บทความนี้จะให้รายละเอียดอย่างครบถ้วนตั้งแต่ต้นจนกระทั่งวีซ่าได้รับการอนุมัติ
การขอวีซ่าคู่หมั้น K-1 (Fiancé(e) Visa) เป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับผู้ที่มีแผนแต่งงานกับชาวสหรัฐอเมริกาและต้องการใช้ชีวิตร่วมกันในประเทศสหรัฐอเมริกา กระบวนการนี้มีรายละเอียดและเอกสารที่ซับซ้อน โดยเฉพาะเอกสารรับรองความสัมพันธ์ เอกสารทางราชการ และการแปลเอกสารภาษาอังกฤษอย่างถูกต้องตามมาตรฐานสถานทูต เพื่อให้การยื่นคำร้องผ่านได้อย่างราบรื่น บริษัทของเรามีทีมผู้เชี่ยวชาญและนักแปลมืออาชีพที่พร้อมช่วยดูแลทุกขั้นตอนให้คุณมั่นใจในทุกการยื่นขอวีซ่า หากคุณกำลังเตรียมแต่งงานกับคู่รักชาวอเมริกัน ก่อนเริ่มต้นชีวิตคู่ในสหรัฐอเมริกา คุณต้องผ่านขั้นตอนสำคัญอย่างการ ขอวีซ่าคู่หมั้น K-1 ซึ่งต้องใช้เอกสารจำนวนมากและต้องแปลอย่างถูกต้องตามข้อกำหนดของสถานทูตสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นสูติบัตร ทะเบียนบ้าน หนังสือรับรองโสด หรือหลักฐานความสัมพันธ์ ทีมแปลของเราพร้อมช่วยจัดการทุกขั้นตอนให้ครบถ้วน ถูกต้อง และตรงตามมาตรฐาน เพื่อให้คุณเข้าใกล้วันสำคัญได้อย่างราบรื่นและมั่นใจ
เราทราบดีว่าการแต่งงานกับคนที่คุณรักคือจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ และการขอวีซ่าคู่หมั้น K-1 คือก้าวแรกสำคัญในเส้นทางนั้น วีซ่าประเภทนี้อนุญาตให้คู่หมั้นของชาวอเมริกันเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกา เพื่อแต่งงานภายในระยะเวลา 90 วัน แต่ก่อนจะถึงวันสำคัญ ต้องเตรียมเอกสารและคำแปลต่าง ๆ ให้ครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นทางการ ทีมแปลของเราพร้อมช่วยคุณดูแลทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเดินทางสู่ชีวิตคู่ในต่างแดนเป็นเรื่องง่ายและอบอุ่น
คุณสมบัติเบื้องต้นของผู้สมัครและผู้ยื่นคำร้อง
ผู้ยื่นคำร้อง (Petitioner)
- ต้องเป็น พลเมืองสหรัฐฯ เท่านั้น (Green Card holders ไม่สามารถยื่น K-1 ได้)
- ต้องมีสถานะโสดตามกฎหมาย (Single, Divorced, Widowed) และสามารถแต่งงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายในมลรัฐที่จะทำการแต่งงาน
- มีความตั้งใจจะแต่งงานภายใน 90 วัน หลังจากที่คู่หมั้นเดินทางถึงสหรัฐอเมริกา
- มีหลักฐานว่าเคยพบกันตัวต่อตัวภายใน 2 ปีที่ผ่านมา ก่อนยื่นคำร้อง เว้นแต่จะมีข้อยกเว้นบางประการ เช่น ธรรมเนียมปฏิบัติทางวัฒนธรรมที่เข้มงวด หรือความยากลำบากอย่างยิ่งยวดในการเดินทางไปพบกัน
- ต้องมีรายได้เพียงพอตามเกณฑ์ที่กำหนด (Poverty Guidelines) เพื่อสนับสนุนคู่หมั้น หรือมีผู้ร่วมสนับสนุน (Joint Sponsor)
คู่หมั้นต่างชาติ (Beneficiary)
- ต้องมีสถานะโสดตามกฎหมาย
- ต้องไม่เป็นบุคคลต้องห้ามเข้าสหรัฐอเมริกา ตามกฎหมายคนเข้าเมือง (เช่น มีประวัติอาชญากรรมร้ายแรง, ปัญหาด้านสุขภาพบางประการ, หรือเคยละเมิดกฎหมายคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ)
- ไม่มีปัญหาด้านตรวจคนเข้าเมือง
- มีความตั้งใจจะแต่งงานกับผู้ยื่นใน 90 วัน วันหลังจากเดินทางถึงสหรัฐอเมริกา
📝 ขั้นตอนที่ 1: ยื่นฟอร์ม I-129F
เอกสารจากผู้ยื่น (U.S. citizen)
- ผู้ยื่นคำร้องชาวอเมริกันยื่นคำร้อง (Petition) ต่อหน่วยงานบริการสัญชาติและคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ (USCIS)
- กรอกและยื่นแบบฟอร์ม I-129F, Petition for Alien Fiancé(e)
- ผู้ยื่นคำร้องชาวอเมริกันเป็นผู้ดำเนินการในขั้นตอนนี้
- ต้องกรอกข้อมูลให้ถูกต้องและครบถ้วน พร้อมแนบเอกสารประกอบตามที่ USCIS กำหนด เช่น
- สำเนาหนังสือเดินทางหรือสูติบัตร (แสดงว่าเป็นพลเมืองสหรัฐฯ)
- สำเนาใบหย่า ใบมรณะบัตรของคู่สมรสเดิม (ถ้ามี)
- รูปถ่ายขนาด 2×2 นิ้ว (ตามแบบสหรัฐฯ)
- หนังสือแสดงความตั้งใจที่จะแต่งงานกัน (Letter of Intent)
- ค่าธรรมเนียม: ชำระค่าธรรมเนียมการยื่นคำร้อง Form I-129F 535 USD (ตรวจสอบค่าธรรมเนียมล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ USCIS เนื่องจากอาจมีการเปลี่ยนแปลง)
เอกสารจากคู่หมั้นชาวไทย
- รูปถ่าย 2×2 นิ้ว
- สำเนาใบหย่า ใบมรณะบัตรของคู่สมรสเดิม (ถ้ามี)
- หนังสือแสดงความตั้งใจแต่งงานกัน (Letter of Intent)
- เอกสารอื่นๆ เช่น หลักฐานความสัมพันธ์: รูปคู่, แชท, ตั๋วเครื่องบิน, ใบจองโรงแรม, หลักฐานการเจอกัน
ส่งคำร้องไปยังที่อยู่ USCIS ตามภูมิภาค (ส่วนใหญ่จะส่งไปที่ Dallas, TX หรือ Phoenix, AZ) ตรวจสอบได้จาก USCIS Filing Addresses
📝 ขั้นตอนที่ 2 USCIS ดำเนินการ
- หลังจาก USCIS ได้รับคำร้องแล้ว จะส่งใบตอบรับ (Form I-797C, Notice of Action) หรือ NOA1 ให้กับผู้ยื่นคำร้อง เพื่อแจ้งว่าได้รับเรื่องและกำลังดำเนินการ
- เมื่อคำร้องอนุมัติ จะได้รับ USCIS (Notice of Action 2 – NOA2)
- USCIS จะพิจารณาคำร้อง หากทุกอย่างถูกต้องและครบถ้วน คำร้องจะได้รับการอนุมัติ และ USCIS จะส่งหนังสือแจ้งการอนุมัติ (Form I-797, Notice of Action) หรือ NOA2 ให้กับผู้ยื่นคำร้อง
- ระยะเวลาในการพิจารณาของ USCIS อาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปริมาณงานและศูนย์บริการที่รับผิดชอบ (โดยเฉลี่ยอาจใช้เวลาประมาณ 6–10 เดือน โดยประมาณ อาจช้าหรือเร็วกว่านี้)
📝 ขั้นตอนที่ 3
การดำเนินการที่ศูนย์วีซ่าแห่งชาติ (National Visa Center – NVC) ระยะเวลาประมาณ 2–4 สัปดาห์สถานทูตส่งจดหมายอีกประมาณ 2–6 สัปดาห์ (เป็นระยะเวลาโดยประมาณ อาจช้าหรือเร็วกว่านี้)
- USCIS ส่งเรื่องต่อไปยัง NVC:
- เมื่อคำร้อง I-129F ได้รับการอนุมัติ USCIS จะส่งเรื่องต่อไปยัง National Visa Center (NVC) สังกัดกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
- NVC ดำเนินการและส่งเรื่องไปยังสถานทูตสหรัฐฯ ในประเทศไทย:
- NVC จะสร้างหมายเลขเคส (Case Number) และติดต่อผู้ยื่นคำร้องหรือคู่หมั้นชาวไทย เพื่อแจ้งข้อมูลและนัดสัมภาษณ์
📄 ขั้นตอนที่ 4: เตรียมเอกสารให้สถานทูตสหรัฐอเมริกา
เมื่อ NVC ส่งเรื่องมาถึงสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเทพฯ แล้ว ทางสถานทูตฯ จะติดต่อคู่หมั้นชาวไทย (ผู้สมัครวีซ่า) เพื่อแจ้งให้ดำเนินการในขั้นตอนต่อไป ซึ่งโดยทั่วไปประกอบด้วย:
- กรอกแบบฟอร์ม DS-160 (Online Nonimmigrant Visa Application)
- คู่หมั้นชาวไทยจะต้องกรอกแบบฟอร์ม DS-160 ออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของ U.S. Department of State Consular Electronic Application Center (CEAC)
- ต้องกรอกข้อมูลส่วนตัว ประวัติการเดินทาง การศึกษา การทำงาน และข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับผู้ยื่นคำร้องชาวอเมริกันอย่างถูกต้องและครบถ้วน
- เมื่อกรอกเสร็จสิ้น ให้พิมพ์ใบยืนยัน (Confirmation Page) ที่มีบาร์โค้ดเพื่อนำไปใช้ในวันสัมภาษณ์
- ชำระค่าธรรมเนียมการยื่นขอวีซ่า K-1 ประมาณ 265 USD (ตรวจสอบอัตราค่าธรรมเนียมล่าสุดและวิธีการชำระเงินได้จากเว็บไซต์ของสถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย หรือเว็บไซต์ที่สถานทูตฯ กำหนด) เก็บหลักฐานการชำระเงินไว้เป็นหลักฐาน
- เตรียมเอกสารไปสัมภาษณ์
- พาสปอร์ตที่ยังไม่หมดอายุ
- Confirmation Page ของ DS-160
- หนังสือเชิญสัมภาษณ์ (ถ้ามี)
- รูปถ่าย 2×2 นิ้ว (พื้นหลังขาว) ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน
- ใบรับรองโสด (ฉบับจริงและสำเนา พร้อมคำแปลภาษาอังกฤษที่รับรองแล้ว)
- สูติบัตร (ฉบับจริงและสำเนา พร้อมคำแปลภาษาอังกฤษที่รับรองแล้ว)
- บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริงและสำเนา พร้อมคำแปลภาษาอังกฤษที่รับรองแล้ว)
- ทะเบียนบ้าน (ฉบับจริงและสำเนา พร้อมคำแปลภาษาอังกฤษที่รับรองแล้ว)
- ใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี) (ฉบับจริงและสำเนา พร้อมคำแปลภาษาอังกฤษที่รับรองแล้ว)
- ทะเบียนหย่า/ใบมรณะบัตรของคู่สมรสเดิม (ถ้ามี) (ฉบับจริงและสำเนา พร้อมคำแปลภาษาอังกฤษที่รับรองแล้ว)
- ใบรับรองการตรวจสุขภาพ (จากโรงพยาบาลที่กำหนดโดยสถานทูต)
- ใบรับรองความประพฤติ (Police Clearance จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ)
- หลักฐานความสัมพันธ์: รูป, แชท, ใบจองตั๋ว ฯลฯ
- หลักฐานทางการเงินของผู้ยื่นคำร้องชาวอเมริกัน (Form I-134, Affidavit of Support และเอกสารประกอบ เช่น สำเนาการเสียภาษีย้อนหลัง (Tax Returns), W-2s, หนังสือรับรองการทำงาน, Bank Statement) เพื่อแสดงว่าสามารถให้การสนับสนุนทางการเงินแก่คู่หมั้นได้
- หลักฐานความสัมพันธ์ที่แท้จริง (Proof of Bona Fide Relationship): นี่คือส่วนที่สำคัญมากในการพิสูจน์ว่าความสัมพันธ์ไม่ใช่การแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ทางวีซ่า ตัวอย่างเช่น:
- ภาพถ่ายร่วมกันในช่วงเวลาต่างๆ ตั้งแต่เริ่มคบหาจนถึงปัจจุบันสำเนาการติดต่อสื่อสาร เช่น อีเมล, แชท, บันทึกการโทรศัพท์
- หลักฐานการเดินทางไปมาหาสู่กัน เช่น ตั๋วเครื่องบิน, วีซ่า, แสตมป์ในหนังสือเดินทาง
- หลักฐานการส่งเงินให้กัน (ถ้ามี)
- จดหมายจากเพื่อนหรือครอบครัวที่รับรองความสัมพันธ์ (ถ้ามี)
- หลักฐานการหมั้นหมาย (ถ้ามี) เช่น ภาพถ่ายงานหมั้น, ใบเสร็จค่าแหวนหมั้น
- จดหมายแสดงเจตจำนงที่จะแต่งงานภายใน 90 วัน (Letter of Intent to Marry) จากทั้งสองฝ่าย (อาจเป็นฉบับเดียวกับที่ยื่นให้ USCIS หรือฉบับปรับปรุง)
📄 ขั้นตอนที่ 5: ตรวจสุขภาพและขอใบรับรองความประพฤติ
คู่หมั้นชาวไทยจะต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพจากแพทย์ที่ได้รับการรับรองจากสถานทูตสหรัฐฯ เท่านั้น
- โรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองจะระบุไว้ในเว็บไซต์ของสถานทูตฯ (โดยทั่วไปคือ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ หรือ โรงพยาบาลกรุงเทพ) ค่าตรวจ: ประมาณ 7,000–12,000 บาท
- ต้องทำการนัดหมายล่วงหน้าและนำเอกสารที่จำเป็นไปด้วย (เช่น หนังสือเดินทาง ใบยืนยัน DS-160)
- ผลการตรวจสุขภาพจะถูกส่งโดยตรงไปยังสถานทูตฯ หรือผู้สมัครอาจได้รับซองปิดผนึกเพื่อนำไปยื่นในวันสัมภาษณ์
- ขอใบรับรองความประพฤติ (Police Clearance Certificate) ต้องขอใบรับรองความประพฤติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติของประเทศไทย ใช้ระยะเวลาในการยื่นขอประมาณ 7-14 วันทำการ หากเคยพำนักอยู่ในประเทศอื่นเป็นระยะเวลานาน (โดยทั่วไปคือ 6 เดือนหรือ 1 ปีขึ้นไป นับตั้งแต่อายุ 16 ปี) อาจต้องขอใบรับรองความประพฤติจากประเทศนั้นๆ ด้วย
📄ขั้นตอนที่ 6: สัมภาษณ์ที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำกรุงเทพฯ
หลังจากเตรียมเอกสารครบถ้วนแล้ว ให้ทำการนัดหมายวันสัมภาษณ์วีซ่าผ่านระบบออนไลน์ที่สถานทูตสหรัฐฯ กำหนด
- เข้ารับการสัมภาษณ์วีซ่าที่สถานทูตสหรัฐฯ กรุงเทพฯ:
- เดินทางไปสถานทูตฯ ตามวันและเวลาที่นัดหมาย พร้อมเอกสารตัวจริงและสำเนาทั้งหมดที่เตรียมไว้
- เจ้าหน้าที่กงสุลจะสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาไทย (อาจมีล่ามช่วย)
- คำถามส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนตัวของผู้สมัคร ความสัมพันธ์กับผู้ยื่นคำร้องชาวอเมริกัน แผนการแต่งงาน และความตั้งใจในการใช้ชีวิตคู่
- ตัวอย่างคำถามที่อาจถูกถาม:
- คุณพบกับคู่หมั้นได้อย่างไร?
- เจอกันครั้งแรกเมื่อไหร่ ที่ไหน?
- คุณติดต่อกันบ่อยแค่ไหน ด้วยวิธีใด?
- คู่หมั้นของคุณทำงานอะไร?
- คุณรู้จักครอบครัวของคู่หมั้นหรือไม่?
- แผนการแต่งงานของคุณเป็นอย่างไร?
- คุณทราบหรือไม่ว่าต้องแต่งงานภายใน 90 วันหลังจากเดินทางถึงสหรัฐฯ?
- ควรตอบคำถามตามความเป็นจริง ด้วยความมั่นใจ และแสดงหลักฐานประกอบเมื่อถูกร้องขอ
📄ขั้นตอนที่ 7: การแจ้งผลวีซ่าและการรับวีซ่า
- การแจ้งผลวีซ่า:
- โดยทั่วไป เจ้าหน้าที่กงสุลจะแจ้งผลการสัมภาษณ์เบื้องต้นในวันเดียวกัน หรืออาจใช้เวลาเพิ่มเติมในการพิจารณา (Administrative Processing)
- หากวีซ่าได้รับการอนุมัติ เจ้าหน้าที่กงสุลจะเก็บหนังสือเดินทางไว้เพื่อติดตราประทับวีซ่า
- หากวีซ่าถูกปฏิเสธ เจ้าหน้าที่จะแจ้งเหตุผล และอาจให้โอกาสในการยื่นเอกสารเพิ่มเติม (ถ้ามี)
- ในบางกรณี อาจมีการขอเอกสารเพิ่มเติม (Form 221(g)) ซึ่งผู้สมัครต้องดำเนินการส่งเอกสารเหล่านั้นให้สถานทูตฯ โดยเร็วที่สุด
- การรับหนังสือเดินทางคืนพร้อมวีซ่า:
- สถานทูตฯ จะส่งหนังสือเดินทางคืนพร้อมวีซ่า K-1 (หากได้รับอนุมัติ) ทางไปรษณีย์ตามที่อยู่ที่ผู้สมัครได้ลงทะเบียนไว้ หรืออาจมีช่องทางอื่นในการรับคืนตามที่สถานทูตฯ กำหนด
ขั้นตอนที่ 7: เดินทางเข้าสหรัฐอเมริกา
- วีซ่า K-1 โดยทั่วไปจะมีอายุ 6 เดือนนับจากวันที่ออกวีซ่า และใช้เดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้เพียงครั้งเดียว หลังจากได้รับวีซ่า K-1 และเดินทางถึงสหรัฐอเมริกา
- เดินทางเข้าสหรัฐอเมริกา: คู่หมั้นชาวไทยต้องเดินทางเข้าสหรัฐฯ ภายในระยะเวลาที่วีซ่า K-1 ยังมีอายุ และโดยทั่วไปควรเดินทางเข้าก่อนวันหมดอายุของผลการตรวจสุขภาพ (ซึ่งปกติมีอายุ 6 เดือน)
- แต่งงานภายใน 90 วัน: ทั้งสองฝ่ายจะต้องแต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายภายใน 90 วัน นับจากวันที่คู่หมั้นชาวไทยเดินทางถึงสหรัฐอเมริกา
- ยื่นขอปรับสถานะ (Adjustment of Status – AOS):
- หลังจากแต่งงานแล้ว คู่หมั้นชาวไทย (ตอนนี้เป็นคู่สมรส) จะต้องยื่นแบบฟอร์ม I-485, Application to Register Permanent Residence or Adjust Status ต่อ USCIS เพื่อขอปรับสถานะเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวร (กรีนการ์ด) ค่าธรรมเนียมฟอร์ม I-485 ประมาณ $1,140 (รวม biometric fee $85)
- ขั้นตอนนี้จะต้องมีการยื่นเอกสารเพิ่มเติม ชำระค่าธรรมเนียม และอาจต้องมีการสัมภาษณ์อีกครั้งที่ USCIS ในสหรัฐฯ
- สามารถยื่นขอใบอนุญาตทำงาน (Employment Authorization Document – EAD) และใบอนุญาตเดินทางล่วงหน้า (Advance Parole – AP) พร้อมกับ Form I-485 ได้
ข้อควรรู้และข้อควรระวัง
- ห้ามใช้วีซ่า K-1 เพื่อ “ท่องเที่ยว” แล้วกลับไทย ต้องมีเจตนาแต่งงานจริง
- วีซ่า K-1 ไม่อนุญาตให้ทำงานทันที ต้องขอใบอนุญาตทำงาน (EAD) หลังเข้าสหรัฐอเมริกา
- ระยะเวลาดำเนินการ: กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่ยื่น I-129F จนถึงได้รับวีซ่า K-1 อาจใช้เวลาโดยเฉลี่ยประมาณ 8-15 เดือน หรือนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับปริมาณงานของ USCIS, NVC และสถานทูตฯ รวมถึงความสมบูรณ์ของเอกสาร
- ค่าธรรมเนียม: มีค่าธรรมเนียมหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าธรรมเนียม Form I-129F, ค่าธรรมเนียมวีซ่า DS-160, ค่าตรวจสุขภาพ, ค่าแปลเอกสาร, ค่าเดินทาง และค่าธรรมเนียมการยื่น Form I-485 ควรตรวจสอบอัตราล่าสุดจากแหล่งข้อมูลที่เป็นทางการเสมอ
- บุตรของผู้สมัคร K-1 (K-2 Visa): หากคู่หมั้นชาวไทยมีบุตรที่ยังไม่สมรสและอายุต่ำกว่า 21 ปี บุตรนั้นอาจมีสิทธิ์ได้รับวีซ่า K-2 เพื่อเดินทางติดตามไปยังสหรัฐฯ พร้อมกับผู้ถือวีซ่า K-1 โดยจะต้องมีการระบุชื่อบุตรในคำร้อง I-129F และบุตรจะต้องผ่านกระบวนการยื่นขอวีซ่าและสัมภาษณ์เช่นกัน
- ความซื่อสัตย์และความถูกต้องของข้อมูล: การให้ข้อมูลที่เป็นเท็จหรือปกปิดข้อมูลสำคัญอาจนำไปสู่การปฏิเสธวีซ่าอย่างถาวร
- การเตรียมตัวสัมภาษณ์: ควรเตรียมตัวตอบคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ให้ดี และเตรียมหลักฐานความสัมพันธ์ให้พร้อมและเป็นระเบียบ
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: หากเคสมีความซับซ้อน หรือไม่มั่นใจในกระบวนการ การปรึกษาทนายความด้านกฎหมายคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการขอวีซ่าที่มีประสบการณ์ อาจเป็นประโยชน์แหล่งข้อมูลที่เป็นทางการ
- U.S. Citizenship and Immigration Services (USCIS): http://www.uscis.gov (สำหรับ Form I-129F และ Form I-485)
- U.S. Department of State – Bureau of Consular Affairs: travel.state.gov (สำหรับข้อมูลวีซ่าทั่วไป และ Form DS-160)
- U.S. Embassy & Consulate in Thailand: th.usembassy.gov (สำหรับข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับการยื่นขอวีซ่าในประเทศไทย ขั้นตอนการนัดหมาย และการติดต่อสถานทูตฯ)
- กระบวนการขอวีซ่า K-1 อาจดูซับซ้อนและใช้เวลานาน แต่หากเตรียมการอย่างดี รอบคอบ และปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง โอกาสในการได้รับวีซ่าก็จะมีสูง ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการดำเนินการค่ะ
วีซ่า K-1 เหมาะสำหรับกับใคร
- คู่รักที่
- หนึ่งฝ่ายเป็น พลเมืองสหรัฐฯ (U.S. Citizen)
- อีกฝ่ายเป็น ชาวต่างชาติ (เช่น ชาวไทย)
- ยังไม่ได้แต่งงาน แต่มี แผนที่จะแต่งงานกันเร็วๆ นี้
- มีความตั้งใจ แต่งงานภายใน 90 วัน หลังจากคู่หมั้นเดินทางถึงสหรัฐอเมริกา
- เคยพบกันตัวต่อตัวภายใน 2 ปีที่ผ่านมา
- คนที่
- ต้องการอยู่ในสหรัฐฯ กับคู่หมั้นอย่างถูกกฎหมาย
- ต้องการสร้างครอบครัวและเริ่มต้นชีวิตคู่ในอเมริกา
- ไม่สะดวกจดทะเบียนสมรสในประเทศของตนก่อน แล้วขอวีซ่าคู่สมรส (CR-1 หรือ IR-1)
วีซ่า K-1 ไม่เหมาะกับใคร?
- หากเป็น ผู้ถือกรีนการ์ด (Permanent Resident) ไม่สามารถยื่น K-1 ได้ (ต้องใช้วีซ่าคู่สมรส CR-1 แทน)
- ถ้าเคยแต่งงานแล้วแต่ยังไม่หย่า
- หากไม่มีหลักฐานการพบกันภายใน 2 ปี และไม่มีเหตุผลที่สามารถขอยกเว้นได้
- หากต้องการเพียงเข้าอเมริกาเพื่อเยี่ยมหรือท่องเที่ยว ไม่ใช่เพื่อแต่งงานและใช้ชีวิตร่วมกัน
ข้อดีของวีซ่า K-1
- ไม่ต้องแต่งงานในต่างประเทศก่อน
- ให้เวลาเตรียมตัวแต่งงานในอเมริกาได้ถึง 90 วัน
- สามารถนำบุตรของคู่หมั้น (อายุต่ำกว่า 21 ปีและยังไม่แต่งงาน) ไปได้ด้วยในวีซ่า K-2
ติดต่อเรา



